ศาสตราจารย์ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง

23

ในประเทศไทยตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง และมีผลงานด้านการศึกษาของบุคคลนั้น ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินผลงานอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดในความถูกต้องของวิชา ศาสตราจารย์ประเภทอื่นอาจมีวิธีพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป ตามประเภทของศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ระดับสูงสุด เรียกว่า ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ( หรือศาสตราจารย์ในระดับ C-11 เดิม) ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ สามารถใช้คำว่า ศาสตราจารย์ นำหน้าชื่อเพื่อลงชื่อในหนังสือ เอกสาร งานสารบรรณ เสมือนยศหรือคำนำหน้าชื่ออย่างอื่น การแต่งตั้งศาสตราจารย์ในประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (ก.ม.) และทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ แล้วการแต่งตั้งก็นำเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษที่แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเช่นกัน

สำหรับตำแหน่งศาสตราภิชานอาจเป็นตำแหน่งที่มีกำหนดเวลา มักขึ้นกับปีงบประมาณหรือกองทุนศาสตราภิชานของมหาวิทยาลัยที่เชิญ ส่วนศาสตราจารย์กิตติเมธีในประเทศไทยเป็นตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาปฏิบัติ งานวิจัยและบริการวิชาการที่นอกเหนือและสูงกว่างานของศาสตราจารย์ประจำ เช่น กิตติเมธีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อย่างไรก็ดี ทั้งตำแหน่งศาสตราภิชานและศาสตราจารย์กิตติเมธี อาจมีเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งไม่เหมือนกัน เช่น ศาสตราภิชานของไทยมีวาระเพียงปีเดียว อนึ่ง การใช้ชื่อ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยกำหนด เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ “กิตติคุณ” ส่วน มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้ “เกียรติคุณ” เป็นต้น ซึ่งความเป็นอาจารย์ประจำในกรณีนี้ หมายถึง การผูกพันเป็นการประจำกับคณะที่ขอแต่งตั้ง ต่างกับศาสตราจารย์เกษียณอายุที่ได้รับการต่ออายุราชการถึง 65 ปี ซึ่งถือเป็นการทำงานประจำเต็มเวลาปกติเหมือนอาจารย์ประจำทั่วไป ในประเทศไทยยังมีผู้เข้าใจว่า ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกทั่วไปเพื่อเป็นเกียรติเท่านั้น โดยไม่ต้องเป็นศาสตราจารย์มาก่อนซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งสำหรับอาจารย์อาวุโสในสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป

ศาสตราจารย์ คือผู้มีความเชี่ยวชาญในศิลปะวิทยาการเฉพาะด้าน หรือผู้สอนผู้มีความชำนาญระดับสูง ศาสตราจารย์อาจได้รับการคัดเลือกแล้วแต่งตั้งตามตำแหน่งทางวิชาการ หรือมีคุณวุฒิในระดับที่ควรแก่การยกย่อง มีคนในวงการอ้างถึงและยกผลงานให้เป็นทฤษฎี หรือมีผลงานวิจัยที่ส่งผลกระทบโดยกว้างความหมายของ ศาสตราจารย์ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในกลุ่มเครือจักรภพ (ยกเว้นแคนาดาและไอร์แลนด์) คำนี้หมายถึง อาจารย์อาวุโสที่ดำรงตำแหน่งระดับภาควิชา โดยเฉพาะหัวหน้าภาควิชา หรือหมายถึงตำแหน่งที่ได้รับเป็นการเฉพาะบุคคล สำหรับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งสำหรับอาจารย์อาวุโสในสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป ตำแหน่งศาสตราจารย์ในอเมริกาและแคนาดาเปิดกว้างสำหรับอาจารย์จำนวนมากกว่าตำแหน่งในกลุ่มเครือจักรภพหลายประเทศในทวีปยุโรป อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย คำว่า ศาสตราจารย์ ใช้เป็นคำนำหน้าชื่อตามกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนจำกัด เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศในเครือจักรภพ สำหรับประเทศไทยคำว่า ศาสตราจารย์ สามารถใช้นำหน้าชื่อได้ตามที่บุคคลนั้นต้องการ

ประเทศที่พูดภาษาสเปนในลาตินอเมริกา คำว่า ศาสตราจารย์ใช้แก่ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในโรงเรียน สถาบัน โรงเรียนเทคนิค โรงเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงระดับของเนื้อหาวิชา หรือระดับชั้นหรืออายุของนักเรียนนักศึกษา ซึ่งรวมไปถึงระดับอนุบาล ประถม มัธยมด้วยเป็นต้น ถึงเช่นนั้นก็ตาม ศาสตราจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยจะระบุว่าเป็น ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยศาสตราจารย์คลินิกจะแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านการสอนและการค้นคว้าวิจัยในภาคปฏิบัติ เช่น แพทย์เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่สอนนักศึกษาแพทย์ด้านคลินิก มีการค้นคว้าทดลองวิธีการรักษา หรือค้นพบสิ่งใหม่ในทางปฏิบัติ ได้นำผลนั้นมาเผยแพร่และสอนทางปฏิบัติที่มีคุณค่าทางวิชาการ แต่มีรูปแบบของผลงานไม่เข้าเกณฑ์ที่ใช้ขอตำแหน่งตามปกติ ในต่างประเทศ มีการตั้งตำแหน่ง ศาสตราจารย์ปฏิบัติวิชาชีพ (professor of practice) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถสูงเป็นที่ยอมรับในวงวิชาชีพนั้นๆ ที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนสาขาวิชาชีพ เช่น สาขาการออกแบบวางแผน หรือการบัญชีเชิญมาเป็นอาจารย์สอนประจำแบบไม่เต็มเวลา หรือไม่ครบ 4 องค์ประกอบหลัก บางครั้งเรียก “adjunct professor”

ศาสตราจารย์ในประเทศไทย ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ

ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานระดับศาสตราจารย์จำนวนหนึ่ง มิได้สอนในมหาวิทยาลัย และมิได้มีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เลือกที่จะทำงานในบริษัทเอกชน มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่ามหาวิทยาลัยระดับกลางค่อนข้างมาก ตัวอย่างบริษัทเอกชนที่มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในสาขาต่างๆ เช่น ในสาขาไอที ได้แก่ ไมโครซอฟท์ ] สาขาการแพทย์ ได้แก่ Biogen สาขาสื่อสาร ได้แก่ AT&T ผลงานวิจัยจากบริษัทเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อวิถีการทำงานของผู้เชี่ยวชาญ (รวมถึงศาสตราจารย์) ในสาขานั้น ๆ ทั่วโลก

ในประเทศไทย ตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง และมีผลงานด้านการศึกษาของบุคคลนั้น ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินผลงานอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดในความถูกต้องของวิชา ศาสตราจารย์ประเภทอื่นอาจมีวิธีพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป ตามประเภทของศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ระดับสูงสุด เรียกว่า ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ ( หรือศาสตราจารย์ในระดับ C-11 เดิม) ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ สามารถใช้คำว่า ศาสตราจารย์ นำหน้าชื่อเพื่อลงชื่อในหนังสือ เอกสาร งานสารบรรณ เสมือนยศหรือคำนำหน้าชื่ออย่างอื่น

การแต่งตั้งศาสตราจารย์ในประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (ก.ม.) และทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ แล้วการแต่งตั้งก็นำเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษที่แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเช่นกัน

สำหรับตำแหน่งศาสตราภิชานอาจเป็นตำแหน่งที่มีกำหนดเวลา มักขึ้นกับปีงบประมาณหรือกองทุนศาสตราภิชานของมหาวิทยาลัยที่เชิญ ส่วนศาสตราจารย์กิตติเมธีในประเทศไทยเป็นตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาปฏิบัติ งานวิจัยและบริการวิชาการที่นอกเหนือและสูงกว่างานของศาสตราจารย์ประจำ เช่น กิตติเมธีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อย่างไรก็ดี ทั้งตำแหน่งศาสตราภิชานและศาสตราจารย์กิตติเมธี อาจมีเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งไม่เหมือนกัน เช่น ศาสตราภิชานของไทยมีวาระเพียงปีเดียว

อนึ่งการใช้ชื่อศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยกำหนด เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ “กิตติคุณ” ส่วน มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้ “เกียรติคุณ” เป็นต้น ซึ่งความเป็นอาจารย์ประจำในกรณีนี้ หมายถึง การผูกพันเป็นการประจำกับคณะที่ขอแต่งตั้ง ต่างกับศาสตราจารย์เกษียณอายุที่ได้รับการต่ออายุราชการถึง 65 ปี ซึ่งถือเป็นการทำงานประจำเต็มเวลาปกติเหมือนอาจารย์ประจำทั่วไป ในประเทศไทยยังมีผู้เข้าใจว่า ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกทั่วไปเพื่อเป็นเกียรติเท่านั้น โดยไม่ต้องเป็นศาสตราจารย์มาก่อนซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ศาสตรเมธาจารย์คนแรกของไทย คือ ศาสตราจารย์ ดร. จำรัส ลิ้มตระกูล แห่งภาควิชา เคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการยกย่องจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) ให้เป็น ศาสตรเมธาจารย์ สวทช ประจำปี 2552 (2009 NSTDA Chair Profess

ศาสตราจารย์ของไทย ส่วนมากไม่มีผลงานในเชิงทฤษฎี แต่เป็นผลงานงานวิจัย พิสูจน์สมมติฐาน ที่ได้รับการยอมรับว่า ‘ ดีมาก ‘ ถ้าเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับของไทย (เช่น ประวัติศาสตร์ไทย ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย โบราณคดี) ควรได้รับการตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการของ ราชบัณฑิตสภา หรือวารสารวิชาการของ สภาวิจัยแห่งชาติ มิใช่เพียงวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัย

เคล็ดไม่ลับสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์กับความสำเร็จในการทำงาน

การก้าวสู่ตำแหน่งวิชาการในระดับศาสตราจารย์เป็นเรื่องยากแต่ไม่เกินความสามารถของผู้ที่ไม่คิดย่อท้อ เพียงเราสู้ ไม่คิดท้อถอย ทุกท่านก็สามารถเป็นศาสตราจารย์ได้ในเร็ววันการจัดเสวนาให้ความรู้ และการสร้างกิจกรรม อันคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นให้คณาจารย์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์เป็นจำนวนเงินกว่า 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ศาสตราจารย์ทั้งภายในและภายนอก ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คณาจารย์ต่อไป

เคล็ดลับความสำเร็จในการทำงานสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์
– มีเครือข่าย การทำงานจำเป็นต้องมีเครือข่ายเป็นผู้สนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา เช่น ขณะที่ศาสตราจารย์เป็นรองคณบดี ต้องดำเนินการผันงบประมาณจากหมวดอื่น ใช้สัมพันธภาพที่ดีและการมีเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถเขียนแบบและดำเนินขั้นตอนต่างๆ จนสำเร็จ   ซึ่งการสร้างเครือข่ายนี้เกิดจากการมีสัมพันธภาพที่ดี ต้องมีเทคนิค อาทิ การเลี้ยงอาหาร การมอบสิ่งตอบแทน การมีของฝากเป็นต้น
– รักและใส่ใจงานมีความรักในงานที่ตนเองรับผิดชอบ ไม่ว่าขณะนั้นจะเป็นอาจารย์ในภาควิชา เป็นรองคณบดีหรือหัวหน้าภาควิชาฯ งานไม่เคยทำให้ใครตาย ด้านการสอนนั้น  เราต้องรู้จริงในเรื่องที่เราจะสอน  มีการนำผลการวิจัยมาใช้ในการเรียนการสอน การสอนสุขศึกษาไม่จำเป็นต้องสอนเหมือนกัน อาจต่างกันไปตามปัญหา เช่นกรณีลูกป่วยเป็นโรคหัวใจ พ่อแม่อาจต้องการเงิน แต่หากลูกมีปัญหาเรื่องสมอง พ่อแม่ต้องการความรู้เรื่องการเลี้ยงดูมากกว่าเงินทอง
– กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ไม่กลัวการแข่งขัน ไม่ยอมแพ้ ไม่กลัวคนโกรธถ้าคิดว่าเราทำถูก และไม่เคยปฏิเสธงาน ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้  ไม่อายที่จะขอความรู้จากผู้รู้ นอกจากนั้นต้องกล้าสอน เมื่อพบนักศึกษามีพฤติกรรมไม่ถูกต้องหรือแต่งกายไม่สุภาพจะตักเตือนทันที เพราะถือว่าไม่สอนวิชาอย่างเดียว ต้องสอนเรื่องอื่นๆด้วย ท่านบอกว่าเป็นนักล่าทุนและกล้าลงสมัครชิงตำแหน่งต่างๆ เพราะไม่อายหากไม่ชนะ ย้ำว่า งานไม่เคยทำให้ใครตาย เมื่อรับงานมาแล้ว เรียงลำดับก่อนหลัง เหนื่อยล้าก็พักก่อน
– เป็นตัวอย่างที่ดี  อาจารย์ต้องถ่ายทอดเก่ง เข้าใจความแตกต่างของนักศึกษา สามารถสอนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สอนเด็กไม่เก่งให้ขยันเรียน ขณะเดียวกันก็ต้องสอนเด็กเก่งให้รู้สึกสนุกไปด้วย  อาจารย์ต้องพูดมีควบกล้ำ ตรงต่อเวลา แม่นในเนื้อหา ครูต้องรู้มากกว่านักศึกษา ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าจะไปหาข้อมูลมาให้  อาจารย์จะเก่งได้ต้องมีงานวิจัย  sheet ที่แจกนักศึกษาควรอ้างอิงงานวิจัย ซึ่งอาจเป็นงานวิจัยของเราหรือคนอื่นก็ได้

ศาสตราจารย์ตำแหน่งประจำในมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญยิ่งในสาขาวิชา

ผู้มีความเชี่ยวชาญในศิลปะวิทยาการเฉพาะด้าน หรือผู้สอนผู้มีความชำนาญระดับสูง ศาสตราจารย์อาจได้รับการคัดเลือกแล้วแต่งตั้งตามตำแหน่งทางวิชาการ หรือมีคุณวุฒิในระดับที่ควรแก่การยกย่อง มีคนในวงการอ้างถึงและยกผลงานให้เป็นทฤษฎี หรือมีผลงานวิจัยที่ส่งผลกระทบโดยกว้าง

ประเภทของศาสตราจารย์
ตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำ
ศาสตราจารย์ที่ต้องทำผลงานวิจัยและ/หรือแต่งตำรา
ศาสตราจารย์ประเภทนี้ เป็นศาสตราจารย์ที่เป็นพื้นฐานหลักของมหาวิทยาลัย เป็นตำแหน่งประจำ เช่น เป็นข้าราชการ หรือพนักงานมหาวิทยาลัย (รวมทั้ง มหาวิทยาลัยเอกชน) ที่สอนประจำอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันอุดมศึกษา โดยต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย หรือระเบียบตามกฎหมายของประเทศนั้น

ศาสตราจารย์คลินิก
ศาสตราจารย์คลินิกจะแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านการสอนและการค้นคว้าวิจัยในภาคปฏิบัติ เช่น แพทย์เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่สอนนักศึกษาแพทย์ด้านคลินิก มีการค้นคว้าทดลองวิธีการรักษา หรือค้นพบสิ่งใหม่ในทางปฏิบัติ ได้นำผลนั้นมาเผยแพร่และสอนทางปฏิบัติที่มีคุณค่าทางวิชาการ แต่มีรูปแบบของผลงานไม่เข้าเกณฑ์ที่ใช้ขอตำแหน่งตามปกติ ในต่างประเทศ มีการตั้งตำแหน่ง ศาสตราจารย์ปฏิบัติวิชาชีพ (professor of practice) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถสูงเป็นที่ยอมรับในวงวิชาชีพนั้นๆ ที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนสาขาวิชาชีพ เช่น สาขาการออกแบบวางแผน หรือการบัญชีเชิญมาเป็นอาจารย์สอนประจำแบบไม่เต็มเวลา หรือไม่ครบ 4 องค์ประกอบหลัก บางครั้งเรียก “adjunct professor”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แต่งตั้งจาก “อาจารย์ประจำ” ผู้เคยเป็นศาสตราจารย์มาแล้วจากการวิจัยและ/หรือแต่งตำราของมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญ หรือชำนาญพิเศษได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในสาขาวิชานั้นมาก่อน และเกษียณอายุราชการแล้ว ที่สถาบันอุดมศึกษา เห็นสมควรแต่งตั้งเพื่อให้สร้างคุณประโยชน์ด้านการศึกษาให้แก่ภาคหรือสาขาวิชานั้นต่อไป โดยถือว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งยังคงมีสิทธิ์ใช้ชื่อศาสตราจารย์นำหน้า และยังสามารถบ่งบอกสังกัดตนได้ต่อไปจนถึงแก่กรรมหรือเมื่อทำความผิดร้ายแรง ตำแหน่งนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “professor emeritus” ซึ่งธรรมเนียมการใช้ชื่อในภาษาอังกฤษจะใช้โยงกับสาขาวิชา เช่น Professor Emeritus of Mathematics Isaac Newton หรือ Isaac Newton, Professor Emeritus of Mathematics เป็นต้น

ตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่ไม่ประจำ หรือแต่งตั้งโดยวิธีอื่น
มหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งบุคคลภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญยิ่งในสาขาวิชาที่เป็นผู้นำและเป็นตัวอย่างที่ดีของนักวิชาการชั้นเยี่ยม มีมาตรฐานสูงทางคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อตรงต่อวิชาชีพ ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น โดยมหาวิทยาลัยกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนหรือเงินตอบแทนจากทุนต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจที่เป็นงานทางวิชาการ โดย

ศาสตราจารย์พิเศษ
ศาสตราจารย์พิเศษ อักษรย่อ ศ.(พิเศษ) เป็นศาสตราจารย์ที่แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันนั้น โดยต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทางด้านวิชาการ ที่อาจจะเป็นอาจารย์พิเศษทรงคุณวุฒิสูง และทำหน้าที่สอนให้มหาวิทยาลัยมานาน หรือเป็นบุคคลที่ได้อุทิศตัว มีความรู้มีประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านการประเมิน โดยการกลั่นกรองจากสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณาเสนอ

ศาสตราจารย์ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในเชิงทฤษฎี การวิจัย เขียนบทความทางวิชาการ หรือตำราเรียน ที่ผ่านการประเมินเฉพาะสาขาวิชานั้นๆ มาแล้ว ศาสตราจารย์ที่ไม่ต้องทำผลงานวิจัย หมายถึง ผู้ที่เขียนบทความทางวิชาการ (หรือหนังสือ) ที่มีข้อเสนอเชิงวิชาการจำนวนมาก ต้องเป็นแนวคิดใหม่ และต่อมาคนในวงการเรียก ข้อเสนอหรือแนวคิดใหม่ ดังกล่าวนั้น ว่า ทฤษฎี ดังเช่น Albert Einstein ที่ไม่เคยทำงานวิจัย หรือเข้าห้องทดลอง แต่เสนอเรื่องสัมพันธภาพระหว่างความเร็วและเวลา และต่อมาคนในวงการเรียกข้อเสนอดังกล่าวว่าทฤษฎี หากเป็นงานวิจัยที่เป็นลักษณะสากล (วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์) ควรได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ส่วนงานวิจัยระดับดีเลิศ มักเกี่ยวข้องกับงานเชิงทฤษฎี หรือกฎเกณฑ์ใหม่ ที่ไขปริศนา หรือพิสูจน์สมมุติฐานที่มีผู้สร้างไว้ งานวิจัยระดับดีมาก หรือดีเลิศนั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น แต่มักได้รับการกล่าวถึง หรืออ้างอิงถึง โดยงานวิจัยอื่น ๆ ที่ตามมาภายหลัง จำนวนการอ้างอิงนี้ ถึงบ่งบอกถึงความสำคัญของงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ไม่ใช่จำนวนรางวัลที่ได้รับ

เทคนิคการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นมี อาจารย์ 874 คน คิดเป็น 43.2% มีผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนวน 639 คน คิดเป็น 31.6% มีรองศาสตราจารย์ จำนวน 467 คน คิดเป็น 23.1% และมีศาสตราจารย์จำนวน 43 คนคิดเป็น 2.1% ซึ่งการที่เราจะก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของประเทศได้นั้นต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายรวมทั้งการเพิ่มจำนวนศาสตราจารย์ให้มากขึ้น โดยเป้าหมายที่วางไว้คือมีผู้ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ 40 คนต่อปี นับเป็นความท้าทายที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องช่วยกันผลักดัน และกระตุ้นตำแหน่งศาสตราจารย์ให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นเพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 3 ของประเทศ อันดับ 80 ของเอเชีย และอันดับ 400 ของโลก การก้าวสู่ตำแหน่งวิชาการในระดับศาสตราจารย์เป็นเรื่องยากแต่ไม่เกินความสามารถของผู้ที่ไม่คิดย่อท้อ เพียงเราสู้ ไม่คิดท้อถอย ทุกท่านก็สามารถเป็นศาสตราจารย์ได้ในเร็ววัน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้อุดหนุนโครงการ การจัดเสวนาให้ความรู้ และการสร้างกิจกรรม อันคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นให้คณาจารย์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์เป็นจำนวนเงินกว่า 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ศาสตราจารย์ทั้งภายในและภายนอก ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อไป

การพิจารณากลั่นกรองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่นักวิจัยต้องคำนึงถึง อาทิ การมีส่วนร่วมในผลงานวิชาการ การนำเสนอผลงานวิชาการ และการเผยแพร่ผลงานวิชาการ เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรองศาสตราจารย์ทุกท่านต้องศึกษาอย่างละเอียดเพื่อขอตำแหน่งวิชาการให้การยื่นขอศาสตราจารย์ได้สำเร็จสำคัญในการทำให้ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์คือ ผลงานต้องมีและอยู่ในระดับดีมาก โอกาสต้องดี หากเป็นไปตามกฎ 3 ข้อนี้ โอกาสที่จะไม่ผ่านการพิจารณานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาต้องใช้ความพยายามอย่างสูง จึงขอให้กำลังใจเพื่อนนักวิชาการทุกท่านว่าอย่าท้อถอย และสักวันหนึ่งท่านจะก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ได้ไม่ยากเทคนิคการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์นั้น ผลงานต้องเป็นเรื่องใหม่เป็นเรื่องที่โลกไม่เคยค้นพบ ห้ามทำซ้ำกับบุคคลอื่น หากเป็นงานประจำที่เราทำอยู่แล้วจะเป็นสิ่งที่เราถนัดและทำออกมาได้ดีเพราะไม่มีใครรู้เท่าเราแน่นอน เพราะผลงานต้องใช้ความอดทนมากพอควร ทุนวิจัยไม่ใช่ปัญหาต้องค้นคว้าหาเพิ่มเติมจากองค์กรภายนอก การส่ง paper ห้ามเน้นที่จำนวน ให้เน้นที่คุณภาพ การทำผลงานต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถทำ paper ได้ดี และสุดท้ายการทำงานต้องอาศัยทีมที่แข็งแกร่งทำงานด้วยความสามัคคี อย่าย่อท้อ

โครงการฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อพัฒนาอาจารย์

ทิศทางและบทบาทของระบบการศึกษาในอนาคต

เกี่ยวข้องกับบทบาทของการศึกษาทุกระดับ เพราะสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งผลิตกำลังคนให้มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพได้ในอนาคต รวมทั้งศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป เพื่อออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติจึงต้องมุ่งเน้นที่คุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญ องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้ นักเรียน นักศึกษา ประสบผลสำเร็จในการศึกษา นอกจากความมั่นใจและความตั้งใจของนักเรียน นักศึกษาเองแล้วคุณภาพของนักเรียน นักศึกษานั้นก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ด้วย

การพัฒนาอาจารย์จะเป็นแนวทางการพัฒนาด้านการสอนระหว่างปฏิบัติการโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมให้ผู้ที่ปฏิบัติการอยู่แล้วได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ทักษะและการดำเนินงานด้านต่างๆให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งบทบาทของอาจารย์ในสถาบันการศึกษาจึงนับว่าสำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนนักศึกษาให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุด การพัฒนาอาจารย์จึงเป็นการช่วยให้อาจารย์ได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการ มีทักษะในการปฏิบัติงานในวิชาชีพ รวมทั้งปรับปรุงทัศนคติ เจตคติ ของอาจารย์ต่อองค์การและหน่วยงานให้ทันต่อเหตุการณ์และรับรู้ เรียนรู้ เทคนิคต่างๆในด้านการปฏิบัติงาน และการสอนรวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์กับนักศึกษา

การจัดโครงการฝึกอบรมสัมมนาอาจารย์ด้านการสอน การวัดผลการศึกษา การจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการ การจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิชาการ การดำเนินงานเพื่อเชิดชูเกียรติและให้รางวัลอาจารย์ การดำเนินการเรื่องทุนศึกษาต่อของอาจารย์ทั้งทุนในประเทศและทุนต่างประเทศ ทั้งทุนของมหาวิทยาลัยและจากแหล่งทุนอื่น การจัดสรรทุนให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตลอดจนการกำกับดูแลกองทุนบัณฑิตศึกษา ควรส่งเสริมให้อาจารย์มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และควรมีฝ่ายสนับสนุนทางด้านการพัฒนาอาจารย์ที่ชัดเจนเพื่อให้อาจารย์ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นขั้นตอนและบรรลุภารกิจของอาจารย์ได้

วิธีการพัฒนาอาจารย์และการฝึกอบรม

1.การศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ
2.การรับการฝึกอบรมในเรื่องต่างๆทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ การบริหารและเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์
3.การร่วมประชุมปฏิบัติการ การประชุมทางวิชาการ การสัมมนา
4.การฝึกปฏิบัติงานด้านต่างๆ
5.การศึกษาปฏิบัติด้วยตนเอง
6.การผลัดเปลี่ยนตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษา
7.การประเมินการปฏิบัติงานของคณาจารย์
8.การช่วยกิจกรรมทั้งด้านวิชาการและสังคมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย
9.กิจกรรมอื่นๆ เช่น การพัฒนาตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ

ตำแหน่งศาสตราจารย์นั้นต้องมีความสามารถหลากหลายด้าน

ตำแหน่งศาสตราจารย์ ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ผลการสอน และผลงานทางวิชาการ ดังนี้
3.1 คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง จะต้องดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.2 ผลการสอน มีชั่วโมงสอนประจำวิชาหนึ่งวิชาใดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและมีความเชี่ยวชาญในการสอน โดยผ่านการประเมินจาก อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ม. กำหนด
3.3 ผลงานทางวิชาการ ผู้ขออาจเสนอผลงานทางวิชาการได้ 2 วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1
1.1 เสนองานแต่ง เรียบเรียง ตำรา หรือหนังสือที่ใช้ประกอบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 1 เล่ม ซึ่งมีคุณภาพดีมาก และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.ม. กำหนดมาแล้ว และ
1.2 ผลงานวิจัยซึ่งมีคุณภาพดีมาก และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.ม. กำหนดมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่นับงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือประกาศนียบัตรใดๆ หรือ
1.3 มีผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นที่สามารถประเมินคุณค่าเทียบได้กับผลงานทางวิชาการตามข้อ 1.2

วิธีที่ 2
2.1 เสนองานแต่ง เรียบเรียง ตำรา หรือหนังสือที่ใช้ประกอบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 1 เล่ม ซึ่งมีคุณภาพดีเด่น และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.ม. กำหนดมาแล้ว หรือ
2.2 ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่น ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก.ม. กำหนดมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่นับงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใดๆ หรือ
2.3 มีผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่นที่มีคุณภาพอยู่ในระดับดีเด่น ตำรา งานวิจัย และงานวิชาการในลักษณะอื่นตามข้อ 1.1, 1.2, 1.3 และ 2.1, 2.2, 2.3 จะต้องไม่ซ้ำกับผลงานที่ได้เคยใช้สำหรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์มาแล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีผลงานทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้วย นอกจากนั้น ก.ม. ให้ผู้ขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ ระบุวิธีการเสนอผลงานทางวิชาการว่าเสนอขอโดยวิธีใดให้ชัดเจนในแบบ ก.ม.03 อีกด้วย

และปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้เหล่าศาสตราจารย์ทั้งหลายจะต้องมีความรู้ทางด้านนี้ด้วย เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่โลกของนวัตกรรมที่ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีด้านต่างๆ

เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็มีความสำคัญกับศาสตราจารย์

ตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่แสดงถึงความเป็นผู้มีความรู้สูง และมีผลงานด้านการศึกษาของบุคคลนั้น ซึ่งต้องผ่านการกลั่นกรองและประเมินผลงานอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดในความถูกต้องของวิชา ศาสตราจารย์ประเภทอื่นอาจมีวิธีพิจารณาที่แตกต่างกันออกไป ตามประเภทของศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ระดับสูงสุด เรียกว่า ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ (หรือศาสตราจารย์ในระดับ C-11 เดิม) ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ สามารถใช้คำว่า ศาสตราจารย์ นำหน้าชื่อเพื่อลงชื่อในหนังสือ เอกสาร งานสารบรรณ เสมือนยศหรือคำนำหน้าชื่ออย่างอื่น

การแต่งตั้งศาสตราจารย์ในประเทศไทย จะต้องผ่านกระบวนการตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย (ก.ม.) และทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ แล้วการแต่งตั้งก็นำเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อผ่านไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษที่แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย จะต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเช่นกัน

ในการทำงานสายวิชาการนั้น เป็นงานที่กว้างขวางมากทุกฅนคงทราบว่ารัฐบาลได้พยายามดำเนินการปฎิรูปการศึกษาเพื่อให้ความกว้างขวางหลากกลายนั้นถูกกำหนดให้เป็นระบบเพื่อการบริหารและปฎิบัติการได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม สร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย มีคุณธรรมโปร่งใสและคุ้มค่าในขบวนการเหล่านี้ตัวแปรสำคัญที่สุดหรือจะเรียกว่าหน่วยการทำงานทางวิชาการ

ศาสตราจารย์ต้องมีความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันนี้ใครไม่รู้หรือใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นจะถูกตราหน้าว่าเป็นฅน “ตกรุ่น” ไปเสียแล้ว แต่รู้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์คงไม่พอจะต้องบริหารข้อมูลเป็น มีจริยธรรม รู้ใช้ซอฟท์แวร์ที่สะดวก รวดเร็ว ราคาถูกมาใช้ให้เหมาะสมกับงานสอน ทุกวันนี้เราบริโภคเทคโนโลยีเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหากเล่าที่จะเป็นตัวแปรอย่างใหญ่หลวงทางการศึกษาในทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นการสอน วิจัย บริหาร วิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

บริหารเวลาเป็น อันนี้นี้สำคัญมากเพราะการเตรียมเวลาให้กับตนเองได้ทำงานตามหน้าที่ ที่รับผิดชอบนั้น จะต้องคล้องจองกับโอกาสในการทำงาน ต้องมีสมุดพกเล่มเล็กๆเพื่อบันทึกวัน เวลา เดือน เอาไว้ พร้อมกับการนัดหมายอื่นๆ เอาไว้เพื่อกันลืม เวลานั้นมีค่ามากเมื่อเราต้องการมัน ทุกท่านคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการเวลามาแล้ว ที่สำเร็จก็มี ที่พลาดไปก็เป็นธรรมดาแต่ควรมาสอนตรงเวลาและหยุดสอนตรงเวลาด้วยเช่นกัน

การเล็งเห็นถึงความสำคัญในการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์

ตำแหน่งทางวิชาการสูงสุดในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยตำแหน่งทางวิชาการตามกฎหมายสำหรับอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน คือ อาจารย์ (instructor) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (assistant professor) รองศาสตราจารย์  (associate professor) และศาสตราจารย์ เป็นการกำหนดตำแหน่งที่เหมือนกับในระบบอเมริกัน โดยที่ตำแหน่งศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งสำหรับอาจารย์ที่มีอาวุโสทางวิชาการสูงสุดและเป็นหัวหน้าภาควิชา (departmental chair) ในบางประเทศเรียกอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยในเชิงยกย่องและสุภาพว่า professor

การก้าวสู่ตำแหน่งวิชาการในระดับศาสตราจารย์

เป็นเรื่องยากแต่ไม่เกินความสามารถของผู้ที่ไม่คิดย่อท้อ เพียงเราสู้ ไม่คิดท้อถอย ทุกท่านก็สามารถเป็นศาสตราจารย์ได้ในเร็ววัน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้อุดหนุนโครงการการจัดเสวนาให้ความรู้ และการสร้างกิจกรรมอันคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นให้คณาจารย์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์เป็นจำนวนเงินกว่า 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ศาสตราจารย์ทั้งภายในและภายนอกได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่อไป

หลักสำคัญในการทำให้ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์

คือ ผลงานต้องมีและอยู่ในระดับดีมาก โอกาสต้องดี หากเป็นไปตามกฎโอกาสที่จะไม่ผ่านการพิจารณานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เทคนิคการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์นั้นผลงานต้องเป็นเรื่องใหม่เป็นเรื่องที่โลกไม่เคยค้นพบ ห้ามทำซ้ำกับบุคคลอื่น หากเป็นงานประจำที่เราทำอยู่แล้วจะเป็นสิ่งที่เราถนัดและทำออกมาได้ดีเพราะไม่มีใครรู้เท่าเราแน่นอน เพราะผลงานต้องใช้ความอดทนมากพอควร ทุนวิจัยไม่ใช่ปัญหาต้องค้นคว้าหาเพิ่มเติมจากองค์กรภายนอก การส่ง paper ห้ามเน้นที่จำนวน ให้เน้นที่คุณภาพ การทำผลงานต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถทำ paper ได้ดี และสุดท้ายการทำงานต้องอาศัยทีมที่แข็งแกร่งทำงานด้วยความสามัคคี อย่าย่อท้อ

ผู้ได้รับการแต่งตั้งอาจเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ หรือนักวิชาการที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางวิชาการก็ได้ เป็นตำแหน่งที่กำหนดภารกิจชัดเจน มีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งและมีค่าตอบแทนของแต่ละตำแหน่งไม่เท่ากัน คือตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ซึ่งมหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติการสอน วิจัย หรือเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยทำงานไม่เต็มเวลา

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของศาสตราจารย์ กับนักศึกษา

ศาสตราจารย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในศิลปะวิทยาการเฉพาะด้าน หรือผู้สอนผู้มีความชำนาญระดับสูง ศาสตราจารย์อาจได้รับการคัดเลือกแล้วแต่งตั้งตามตำแหน่งทางวิชาการ หรือมีคุณวุฒิในระดับที่ควรแก่การยกย่อง มีคนในวงการอ้างถึงและยกผลงานให้เป็นทฤษฎี หรือมีผลงานวิจัยที่ส่งผลกระทบโดยกว้าง ศาสตราจารย์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในกลุ่มเครือจักรภพ (ยกเว้นแคนาดาและไอร์แลนด์) หมายถึง อาจารย์อาวุโสที่ดำรงตำแหน่งระดับภาควิชา โดยเฉพาะหัวหน้าภาควิชา หรือหมายถึงตำแหน่งที่ได้รับเป็นการเฉพาะบุคคล สำหรับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์เป็นตำแหน่งสำหรับอาจารย์อาวุโสในสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป ตำแหน่งศาสตราจารย์ในอเมริกาและแคนาดาเปิดกว้างสำหรับอาจารย์จำนวนมากกว่าตำแหน่งในกลุ่มเครือจักรภพ

20140224151513

สื่อสังคมออนไลน์ สื่อหรือช่องทางในการติดต่อในลักษณะของการสื่อสารแบบสองทางผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อรูปแบบใหม่ ที่บุคคลทั่วไปสามารถนำเสนอและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเองออกสู่สาธารณะโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารประเภทต่างๆ ในปัจจุบันมีแหล่งให้บริการเครือข่ายทางสังคมเกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น Facebook, Twitter, LinkedIn, Google Plus, MySpace, YouTube, Blog, Wiki รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการ file sharing, photo sharing, video sharing และกระดานข่าว (webboard) เป็นต้น

เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือที่มีทั้งประโยชน์และโทษที่ควรระวัง โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไปแล้วอาจไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อองค์กร ดังนั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมหิดลทุกท่าน สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ทางมหาวิทยาลัยจึงมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) และแสดงตนในฐานะศาสตราจารย์หรือนักศึกษาดังนี้

1. พึงตระหนักว่า ข้อความหรือความเห็นที่เผยแพร่บน Social Network เป็นข้อความที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ ผู้เผยแพร่ต้องรับผิดชอบ ทั้งทางด้านสังคม และด้านกฎหมาย นอกจากนี้ ยังอาจมีผลกระทบต่อชื่อเสียง การทำงานและอนาคตของวิชาชีพของตนได้
2. ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการเผยแพร่ความคิดเห็นที่อาจกระตุ้นหรือนำไปสู่การโต้แย้งที่รุนแรง เช่น เรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือศาสนา
3. ต้องไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น หากต้องการกล่าวอ้างถึงแหล่งข้อมูลที่สนับสนุนข้อความของตน ควรให้การอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลนั้นอย่างชัดเจน
4. พึงตระหนักว่า การใช้ Social Network นั้น การแบ่งแยกระหว่างเรื่องส่วนตัว และเรื่องหน้าที่การงาน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากประสงค์จะใช้ Social Network เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงานหรือข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงาน ควรแยกบัญชีผู้ใช้ (Account) ระหว่างการใช้เพื่อเรื่องส่วนตัว
5. หากต้องการสร้าง Page หรือ Account ที่เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของส่วนงานหรือมหาวิทยาลัย ต้องแจ้งให้หัวหน้าส่วนงาน หรืองานประชาสัมพันธ์ของสำนักงานอธิการบดีทราบ แล้วแต่กรณี และต้องแจ้งรายชื่อของผู้ดูแล Page (Admin) หรือเจ้าของ Account นั้นให้หัวหน้าส่วนงาน หรืองานประชาสัมพันธ์ของสำนักงานอธิการบดีทราบด้วย
6. ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยอาจใช้ตราสัญลักษณ์ (logo) ของหน่วยงาน ส่วนงาน หรือมหาวิทยาลัย บนรูปประกอบ profile ของตน ได้ หาก profile นั้นระบุชื่อและนามสกุลจริงอย่างถูกต้อง